Breaking News
Home / ข่าวไอที / วิศวกรไทย กับแผนการพัฒนาโดรนพาณิชย์แห่งอนาคต

วิศวกรไทย กับแผนการพัฒนาโดรนพาณิชย์แห่งอนาคต

ผ่านไปแล้วกับการเปิดตัวของ “มานะ” โดรนพาณิชย์ที่จะมีการออกแบบและผลิตจากประเทศไทย รวมถึงการร่วมมือกับอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญและมหาวิทยาลัยเพื่อเป็นการเผยแพร่ประสบการณ์พัฒนาผลิตภัณฑ์สู่ตลาดโลกโดยตรง สำหรับ ธนิก นิธิพันธวงศ์ วิศวกรผู้ออกแบบคิดค้นได้มีโอกาสรับคำถามจากผู้สื่อข่าวกิตติมศักดิ์ท่านหนึ่ง นับว่าเป็นการจุดประกายด้านรายละเอียดของแผนการที่ดีจึงอยากแชร์เป็นบทความเผื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านครับ

1.) แผนการพัฒนานวัตกรรมโดรน “มานะ” ไปสู่เชิงพาณิชย์ สามารถใช้งานทางธุรกิจได้จริง

ลำดับแรกที่ผมอยากให้คำนึงถึงคือ “โดรน” (Drone) มีการใช้งาน และพัฒนาอยู่แล้วอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน เรารู้จักโดรนจากการใช้สอยเพื่อความบันเทิง (ถ่ายวิดีโอ/ถ่ายรูป) หรือการใช้งานในด้านยุทธศาสตร์ทางการทหาร ซึ่งทุกสิ่งอย่างนี้ ทำให้โดรนเป็นดั่ง สินค้าที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายแบบเฉพาะเจาะจงมากกว่าทั่วไป

โดยสำหรับการใช้งานเชิงพาณิชย์นั้น ผมเข้าใจว่าการออกแบบและพัฒนาประโยชน์ใช้สอยของโดรน สมควรที่จะต้องให้มีวิธีการใช้งานที่ปลอดภัย เหมาะสม ได้ประสิทธิภาพและมีประโยชน์ เพราะข้อดีของโดรนในเรื่องของการเข้าถึงอันสะดวกรวดเร็ว หากใช้ผิดรูปแบบ อาจส่งผลเสียและเป็นอันตรายแก่ผู้ใช้ รวมถึงสภาพแวดล้อมรอบข้างได้อย่างง่ายดาย

ในกรณีของโดรน “มานะ” ผมขอเรียกลำดับขั้น ณ ปัจจุบันว่าเป็น ช่วงของการ “ทดสอบและพัฒนา” เหนือสิ่งอื่นใดคือ ผมมองโดรนเป็นหนึ่งในยานพาหนะขนาดเล็ก ให้ประโยชน์และ เป็นอันตรายแก่ผู้ใช้ได้ไม่ต่างไป จากการประสบอุบัติเหตุ ผมมั่นใจว่าการคำนวณและ ทดสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน ควบคู่ไปกับไทม์ไลน์ที่ชัดเจน และเป็นปัจจุบัน จะสามารถทำให้เกิดการพัฒนาและสร้างการผลิตขั้ว Prototype ได้อย่างรวดเร็ว ทันใช้งาน หากมองเรื่องความคุ้มทุนทางธุรกิจ รายจ่ายต่างๆที่นักพัฒนาและลงทุนอย่างผมที่ต้องคำนึงถึงคือ ความคุ้มค่าต่อการใช้งาน และการลงทุนกับราคาขาย ค่าเชื้อเพลิง ค่าซ่อมบำรุง ราคาชิ้นส่วนอะไหล่ และความทนทาน เป็นต้น

หากจะให้สรุปไทม์ไลน์ของการพัฒนาและสร้างโดรน “มานะ” ควรจะเป็นไปตามลำดับขั้นของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Product Development Process) ดังนี้

i. สรรสร้างไอเดีย จากข่าวประจำวันและบทความต่างๆ

ii. การศึกษาตลาด ความเป็นไปได้ด้านธุรกิจโดยประเมินจากสิ่งที่มีอยู่แล้วและที่กำลังดำเนินการพัฒนาอยู่ทั่วโลก

iii. นำข้อมูลที่ได้รับมาเริ่มการออกแบบรูปร่างหน้าตาให้สอดคล้องกับข้อมูล โดยใช้วิสัยทัศน์ (Vision) และ จินตนาการ (Imagination) บวกรวมเข้าด้วยกัน ได้มาเป็นงานออกแบบ และประโยชน์ของผลิตภัณฑ์

iv. ขั้นตอนการจัดซื้อวัตถุดิบเพื่อการทำ Prototype และประเมินจะได้ผลิตภัณฑ์ตัวจริง

อย่างน้อยที่สุด ผมอยากให้เข้าใจว่า ผมเองก็ไม่อยากเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีแต่ไอเดียที่สุดท้ายแล้วก็ไม่สามารถสร้างสรรค์งานที่คิดเพื่อนำมาใช้งานให้ได้ประโยชน์จริง เพราะผมเห็นว่านี่คือหนึ่งในโอกาสที่เราจะได้ได้เริ่มคิดมาขนาดนี้แล้ว และเป็นทางที่เราจะสามารถก้าวไปพร้อมๆ กับประเทศอื่นได้เลยด้านเทคโนโลยีและ นวัตกรรมประเทศไทยจะได้มีบทบาทด้านเทคโนโลยีชั้นสูงมากขึ้น ทุกวันนี้เมื่อประสบโอกาสผมก็อยากหาผู้ร่วมทีมและ บุคคลที่มีอุดมการณ์สนใจอยากพัฒนาสายงานนี้ไปด้วยกัน ผมทราบอย่างแน่ชัดว่า มีคนเก่งอีกมากมาย ที่อาจไม่ได้โอกาสในการเสนอความคิด หรืออาจเพียงต้องการพูดคุยเพื่อต่อยอดไอเดีย ซึ่งผมก็อยากร่วมงานกับบุคคลเหล่านี้ครับ

2.) เรื่องของเงินทุน แหล่งการลงทุน หรือโอกาสที่นักลงทุนจะให้ความสนใจ

ผมขอตอบโดยสรุปตามหลักการจำเป็นของการจัดสรรเงินทุนเพื่อพัฒนาสินค้าด้านเทคโนโลยีที่ผมก็ใช้วิธีการประเมินและรวบรวมในเบื้องต้น ดังนี้ครับ

สำหรับ Non-Recurring Engineering (NRE) เราจะคำนวณจากชั่วโมงของงานที่แยกออกแล้วเป็นอย่างเป็นสัดส่วนทั้งหมด โดยกำหนดเพดาน Not-To-Exceed (NTE) ไว้แล้วและการประเมินรายการชิ้นส่วนที่จำเป็นต้องใช้เพื่อการทดสอบ ในส่วนนี้ต้องใช้เวลาพอสมควรเพื่อคัดเลือก Supplier หรือ Vendor จากทั่วโลกตามความเหมาะสม ระยะนี้นี่เองที่ส่วนใหญ่แล้ว กลุ่มนักลงทุน/เงินทุน (Venture Capital) จากต่างประเทศจะให้ความสนใจเพราะอาจเล็งเห็นในเทรนด์แห่งอนาคตอันใกล้

ดังนั้นแล้ว การสร้างความเชื่อมั่นเพื่อการลงทุนระยะยาว (ซึ่งเป็นการทำงานระยะปัจจุบันของผม) ผมทราบว่านักลงทุนมักจะพร้อมน้อมรับความเสี่ยงที่สูงมากพอสมควร เพราะยังไม่มีการวัดยอดขายหรือคะเนเป็นตัวเลขในท้องตลาดได้อย่างชัดเจน แต่สำหรับนักลงทุนแล้วนั้น การบริหารความเสี่ยงจะเป็นด้านที่พวกเขาถนัดอยู่แล้ว แต่การโน้มน้าวให้นักลงทุนต่างชาติ ที่ในบางรายจะตั้งข้อกำหนดเป็นรายชื่อของผู้ผลิต ชื่อของเมืองหรือประเทศต่างๆ ที่ต้องการให้เป็นผู้ผลิตของเขาหากยินดีร่วมลงทุน ผมต้องพิจารณาเรื่องนี้เอาไว้ให้ถี่ถ้วน และต้องพยายามให้ประเทศไทยได้มีส่วนร่วมในการผลิตมากที่สุด โดยในขณะนี้ การพัฒนาชิ้นแบบตัวอย่าง Prototype นั้น ผมมีความพร้อมโดยสมควรที่จะสามารถนำชิ้นแบบตัวอย่าง ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ใช้ได้ตรงตามความต้องการครับ

3.) วางแผนกระบวนการผลิตไว้อย่างไร

สายการผลิตจะถูกแบ่งออกเป็นสามส่วนตามแบบแผนการพัฒนาคือ

– โครงสร้าง (Airframe)

– พลังงานขับเคลื่อน (Powerplant)

– ระบบบังคับ (Flight Controller)

จากนั้นจึงค่อยนำมาประกอบกันเป็น Final Assembly ก่อนที่จะออกมาเป็นผลผลิต โดยมีการใช้ปัญญาประดิษฐ์ Artificial Intelligence (A.I.) เป็นตัวช่วยเพื่อป้องกันความผิดพลาดของมนุษย์ (Human Error)

ให้ได้มากที่สุด โดยผมจะมีการบรรยายเพิ่มเติมถึงรายละเอียดพร้อมกับนำเสนอตัวต้นแบบ (Prototype) ต่อไปในอนาคตครับ

4.) เทคโนโลยี ที่นำมาใช้ผลิตโดรน “มานะ”

เรื่องนี้จะเน้นไปทางแนวคิดการออกแบบและวิศวกรรมศาสตร์จากหลายๆด้านไม่ว่าจะเป็น

⁃ การออกแบบจรวดที่นิยมใช้เครื่องยนต์ขนาดกลางหลายตัวตามแรงผลักดันหรือ Thrust ที่ต้องการ และเพื่อให้มีตัวสำรองหรือ Redundancy สำหรับการเพิ่มเสถียรภาพแก่การใช้งานและง่ายต่อการผลิตและโลจิสติกด้วยการหลีกเลี่ยงชิ้นส่วนที่ใหญ่และหนักจนเกินไป

⁃ การนำเอาโครงมาใส่ไว้รอบใบพัดให้ครอบไว้เพื่อความปลอดภัยและควบคุมความดังไม่ให้กระทบสิ่งแวดล้อมในชุมชน

⁃ การใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ (Carbon Fiber) เพื่อความได้เปรียบทางด้านความแข็งแรงต่อน้ำหนัก

⁃ ระบบบังคับที่สื่อสารด้วย Internet of Things หรือ IoT ในการกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนด้วยการหมุนของใบพัดแต่ละอัน

⁃ พลังงานที่ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน (Lithium-Ion Battery) ที่ใช้ในรถยนต์ไฟฟ้าซึ่งมี Technology Readiness Level หรือ TRL สูงสุดเพราะผ่านการใช้งานได้ระยะนึงแล้ว เรียกได้ว่าแทบจะต้องรู้ครบทุกด้านของเทคโนโลยีเลยครับ

5.) สมรรถนะของโดรน “มานะ” ตามการที่วางแผนออกแบบไว้ รองรับน้ำหนักเท่าไร ความเร็ว ระยะทางการขนส่ง

เราอาจคุ้นเคยกับลำดับของการการพัฒนาด้านดิจิตอลหรือเทคโนโลยี ที่โดยส่วนใหญ่จะมีการผลิตออกมาเป็นรุ่นแรก/เวอร์ชั่นแรก/ซีรี่ย์แรก เสียก่อน แล้วจึงค่อยมีการปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น โทรศัพท์ ทีวี คอมพิวเตอร์ รถยนต์ หรือแม้กระทั่งชุดเกราะของไอรอนแมน (ขำๆนะครับ) ที่ยังหมุนเวียนไปตามกระแส และไทม์ไลน์ของภาพยนตร์

ดังนั้นโดรน “มานะ” ในเวอร์ชั่นแรก ก็จะเน้นถึงทิศทางความเคลื่อนไหวที่มั่นคงและสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้เบื้องต้น โดยมีการตั้งเป้าหมายไว้ชัดเจนว่าควรจะบรรจุพัสดุได้ 5 กิโลกรัม และบินได้ในระยะเวลาติดต่อกันเป็น 30 นาที ด้วยระยะทางการขนส่ง 10 กิโลเมตร

การทำให้ใช้งานได้นั้นไม่ใช่เรื่องยากเลยนะครับ จริงๆแล้วก็แค่ประมาณ 20% ของเนื้องานเท่านั้นเอง ส่วนที่เหลืออีก 80% จะถูกใช้ไปกับการวิเคราะห์และ เตรียมพร้อมหากเกิดอุบัติเหตุ ความขัดข้องทางเทคนิคหรืออื่นใด ที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอก โดยคำนึงถึงสิ่งที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ 80% นี้ล่ะครับที่สำคัญมากในการพัฒนายานพาหนะ (ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบใด) กว่าจะได้ถูกนำมาใช้งานจริง หรือเพื่อตอบคำถามแก่นักลงทุน/ผู้ร่วมทุน เพราะมันก็คือการควบคุมความเสี่ยงด้วย

6.) แรงบันดาลใจในการออกแบบ และพัฒนาโดรน “มานะ”

ส่วนตัวผมเองก็เป็นคนที่ชอบด้านนวัตกรรมกับเทคโนโลยีอยู่แล้วครับ ผมเห็นว่าเราเข้าสู่ยุคดิจิตัลรวมไปถึงอีคอมเมิร์ซ ซึ่งมีบทบาทมาก และมีความต้องการด้านการขนส่ง ซึ่งเห็นได้ชัดเลยว่าก็จะเติบโตขึ้นพร้อมกัน ขณะนี้หลายบริษัทยักษ์ใหญ่ในแถบอเมริกาก็กำลังผลักดันทางด้านการค้าขายออนไลน์และ การขนส่งให้ไปได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง ควบคู่กัน อีกสิ่งหนึ่ง ที่ผมอาจคิดต่างออกมาเล็กน้อยคือ ผมมองเห็นว่าการใช้งานโดรนนั้น คือประโยชน์ในเรื่องของการเข้าถึง เพราะเคลื่อนที่ได้ในทางอากาศ และมีขนาดเล็ก การพัฒนาโดรน “มานะ” อาจไม่ใช่เพียงแค่การพัฒนาเพื่อส่งพัสดุเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นงานนำร่องเพื่อต่อยอดให้มาใช้งานอื่นได้ ซึ่งผมขอยังไม่ลงรายละเอียดในขณะนี้ครับ ผมเชื่อมั่นว่าการพัฒนาเพื่อการผลิตนี้ทำได้อย่างแน่นอน และท้ายที่สุด นวัตกรรมสร้างสรรค์ เช่นนี้ ยังสามารถส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมการผลิตอันเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีชั้นสูงเพื่อขยายงาน พัฒนาเศรษฐกิจทั้งในประเทศไทยและ แถบอาเซี่ยนอีกด้วยครับ

ธนิก-นิธิพันธวงศ์-0.jpeg ธนิก-นิธิพันธวงศ์-ทดสอบความแข็งแรงด้วยระบบ-Hydraulic-1.JPG ธนิก-นิธิพันธวงศ์-ตรวจสอบเครื่องยนต์ใบพัดใน-Wind-Tunnel-2.JPG ธนิก-นิธิพันธวงศ์-ต่อวงจรไฟฟ้าตามมาตรฐานสากล-3.JPG

Related posts

About ข่าวไอที 24 ชั่วโมง

ข่าวไอที 24 ชั่วโมง ข่าวไอที ข่าว IT ข่าวเทคโนโลยี สินค้าไอทีมาใหม่ รีวิวสินค้าไอที

Check Also

Flowhaven ระดมทุน $5.2 ล้าน ยกระดับการให้ไลเซนส์แบรนด์

Flowhaven โซลูช …

%d bloggers like this: