Breaking News
Home / ข่าวไอที / ไมโครซอฟท์หนุนธุรกิจไทยปรับตัว เตรียมรับความเปลี่ยนแปลงจาก พรบ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และกระแสผู้บริโภคที่ตื่นตัวด้านความปลอดภัย

ไมโครซอฟท์หนุนธุรกิจไทยปรับตัว เตรียมรับความเปลี่ยนแปลงจาก พรบ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และกระแสผู้บริโภคที่ตื่นตัวด้านความปลอดภัย

ไมโครซอฟท์หนุนธุรกิจไทยปรับตัว เตรียมรับความเปลี่ยนแปลงจาก
พรบ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และกระแสผู้บริโภคที่ตื่นตัวด้านความปลอดภัย

ผู้บริโภคไทยถึง 51% ยังไม่มั่นใจในความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัว พร้อมหนุนภาครัฐ-ภาคเอกชนให้ร่วมมือกันเพื่อกำหนดกรอบนโยบายยุค AI

กรุงเทพฯ – ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย ชูความสำคัญของการสร้างความไว้วางใจในแพลตฟอร์มดิจิทัลทั้งในเชิงเทคโนโลยีและกลยุทธ์ เน้นย้ำบทบาทความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการวางนโยบายให้สังคมได้เติบโตเคียงข้างนวัตกรรม AI อย่างมั่นคง พร้อมเผยผลสำรวจมุมมองผู้บริโภคไทยในด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล

ปัจจุบัน แพลตฟอร์มบริการและการทำธุรกรรมต่างๆ ในประเทศไทยได้ถูกยกระดับสู่ระบบดิจิทัลกันอย่างกว้างขวางในหลากหลายภาคส่วน ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน ดังจะเห็นตัวอย่างได้จากกลุ่มธุรกิจการเงินการธนาคาร ที่ประเทศไทยมีอัตราการเข้าถึงบริการทางการเงินแบบดิจิทัลสูงที่สุดในโลก จึงทำให้ผู้บริโภคเริ่มหันมารับรู้ถึงความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลในโลกออนไลน์ โดยความเสี่ยงดังกล่าวไม่ได้มาจากกลุ่มอาชญากรไซเบอร์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงความหละหลวมขององค์กรธุรกิจอีกด้วย

นายโอม ศิวะดิตถ์ ผู้บริหารด้านนโยบายภาครัฐ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ถึงแม้ว่าผู้บริโภคจะพากันหันมาเลือกใช้งานบริการดิจิทัลมากขึ้นเรื่อยๆ แต่กลับพบว่ายังมีช่องว่างที่ต้องเติมเต็มอยู่ในด้านความไว้วางใจ โดยผลสำรวจของไอดีซีพบว่าผู้บริโภคจำนวนมากยังขาดความมั่นใจในศักยภาพขององค์กรต่างๆ ว่าจะสามารถปกป้องข้อมูลส่วนตัวของพวกเขาให้ปลอดภัย หรือไม่นำไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม ขณะเดียวกัน การประกาศใช้กฎหมายใหม่ๆ อย่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจะทำให้ธุรกิจต้องเดินหน้าปรับตัวให้เป็นไปตามมาตรฐาน เพื่อการดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง ชัดเจน เสริมสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคได้ทั้งในประเทศและนอกประเทศ”

ครึ่งหนึ่งของผู้บริโภคไทย ยังมีความไม่มั่นใจในความปลอดภัยบนแพลตฟอร์มดิจิทัล

ไมโครซอฟท์ได้จับมือกับไอดีซี เอเชียแปซิฟิก เพื่อจัดทำงานวิจัยในหัวข้อ Understanding Consumer Trust in Digital Services in Asia Pacific” เพื่อเผยถึงทัศนคติของผู้บริโภคยุคใหม่ในด้านความน่าเชื่อถือของบริการดิจิทัลต่างๆ โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างรวมกว่า 6,372 คนใน 14 ประเทศ รวมถึงผู้บริโภค 452 คนในประเทศไทย และมุ่งวิเคราะห์มุมมองเกี่ยวกับ 5 ปัจจัยหลักในการเสริมสร้างความมั่นใจของผู้บริโภค ซึ่งได้แก่ ความเป็นส่วนตัว (privacy)  ความปลอดภัย (security)  เสถียรภาพ (reliability)  จริยธรรม (ethics)  และการปฏิบัติตามมาตรฐานและข้อกฎหมาย (compliance) โดยมีข้อสรุปที่น่าสนใจดังนี

  • 51% ของผู้บริโภคไทยยังไม่มั่นใจว่าผู้ให้บริการดิจิทัลจะนำข้อมูลส่วนตัวของพวกเขาไปใช้งานอย่างโปร่งใสและเชื่อถือได้
  • ถึงแม้ว่าผู้บริโภคไทยจะมองว่าทั้ง 5 ปัจจัยหลักมีความสำคัญในระดับเดียวกัน แต่ผลสำรวจพบว่าปัจจัยที่ผู้บริโภคให้ความสนใจน้อยที่สุดคือการปฏิบัติตามมาตรฐานและข้อกฎหมาย (compliance)
  • ขณะที่ตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยมูลค่าการซื้อขายรวมที่สูงถึง 3.15 ล้านล้านบาทเมื่อปีที่ผ่านมา แต่กลับพบว่ากลุ่มธุรกิจค้าปลีกคือกลุ่มที่ผู้บริโภคมีความมั่นใจน้อยที่สุดในด้านการเก็บรักษาและใช้งานข้อมูลส่วนบุคคล
  • ผู้บริโภคชาวไทยเชื่อว่าทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจะต้องทำงานร่วมกันเพื่อสร้างมาตรฐานและกรอบเชิงนโยบายที่จะช่วยสร้างความมั่นใจในบริการดิจิทัล และการนำเทคโนโลยีใหม่อย่าง AI มาประยุกต์ใช้ โดยผู้บริโภคในกลุ่ม Gen Z มองว่าภาคเอกชนควรต้องออกตัวเป็นผู้นำ

ภัยร้ายจากอาชญากรยังแฝงเร้นในไทย ด้วยอัตราเสี่ยงสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก

ขณะเดียวกันอาชญากรไซเบอร์ยังคงมุ่งจู่โจมทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจด้วยเทคนิควิธีการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยรายงาน Security Intelligence Report (SIR) ฉบับที่ 24 ของไมโครซอฟท์ สรุปว่าภัยร้าย 4 อันดับแรกสำหรับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ได้แก่มัลแวร์ทั่วไป (พบได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก 107% และสูงกว่าค่าเฉลี่ยในเอเชียแปซิฟิก 51%) มัลแวร์ที่ขุดสกุลเงินดิจิทัล (+133% / +100%) มัลแวร์เรียกค่าไถ่ (+140% / +71%) และการหลอกล่อด้วยเว็บไซต์ (+33% / +9%)

“ข้อมูลทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าธุรกิจในยุคดิจิทัลต้องเผชิญกับความเสี่ยงในรูปแบบใหม่ๆ จากหลายช่องทาง ทั้งจากภายนอกและภายในองค์กรเอง การสร้างความไว้วางใจในกลุ่มผู้บริโภคจึงเป็นภารกิจที่ท้าทายไม่น้อยสำหรับทุกองค์กร” นายโอมกล่าวเสริม “งานวิจัยฉบับนี้ยังระบุอีกว่าผู้บริโภคไทยถึง 42% เคยพบกับปัญหาในการใช้งานบริการดิจิทัลที่ทำให้สูญเสียความมั่นใจ โดยที่ผู้บริโภคกว่า 62% ในกลุ่มนี้ตัดสินใจหันไปใช้บริการคู่แข่งแทนเมื่อต้องเจอกับปัญหาดังกล่าว ขณะที่ 33% จะหยุดใช้บริการไปอย่างเด็ดขาด”

พรบ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล อีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ธุรกิจต้องปรับตัวรับ

การลงมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเมื่อไม่นานมานี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของประเทศไทยบนเส้นทางสู่สังคมดิจิทัลเต็มรูปแบบ ด้วยการตีกรอบให้ชัดเจนว่าเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิใดบ้างเหนือข้อมูลนั้นๆ วางแนวทางการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไม่ให้ถูกนำไปใช้ในทางที่ละเมิดสิทธิของเจ้าของข้อมูล พร้อมกำหนดขั้นตอนที่องค์กรหรือผู้ให้บริการจะต้องกระทำในกรณีที่เกิดเหตุข้อมูลรั่วไหลขึ้น จึงถือเป็นการกำหนดมาตรฐานด้านการบริหารจัดการข้อมูลประเภทนี้ในประเทศไทยให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล

“การประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้นับว่าเป็นฐานรากสำคัญที่ประเทศไทยจะต้องมี ก่อนที่จะเปิดรับเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลอย่าง AI ให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสังคม” นายโอมกล่าว “ขณะนี้ พรบ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลยังคงอยู่ในช่วงการรอประกาศใช้ โดยจะมีระยะเวลาผ่อนผันให้ภาคเอกชนได้ปรับตัวหลังจากที่บังคับใช้แล้ว จึงเป็นโอกาสอันดีให้ธุรกิจในทุกอุตสาหกรรม ทุกขนาดองค์กร ได้ลงมือศึกษาข้อกฎหมายโดยละเอียด ไม่ว่าจะเป็น พรบ. ฉบับนี้ของไทย หรือกฎหมาย GDPR ที่บังคับใช้ในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป เพื่อปรับแนวทางการทำงานให้เป็นไปตามมาตรฐานใหม่ ปูทางไปสู่การพัฒนาธุรกิจต่อไปอย่างมั่นคง และรักษาฐานลูกค้าให้เหนียวแน่นด้วยความพร้อมในทั้ง 5 ปัจจัยหลัก”

“หนึ่งในองค์ประกอบหลักที่จะช่วยให้องค์กรปฏิบัติงานได้อย่างมีมาตรฐาน คือการเลือกใช้เทคโนโลยีที่ได้มาตรฐานทั้งในด้านความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัย เสถียรภาพ และการปฏิบัติตามข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องในระดับนานาชาติ ไมโครซอฟท์เองพร้อมที่จะเข้ามาสนับสนุนภาคธุรกิจในด้านนี้ด้วยแพลตฟอร์มคลาวด์ ไมโครซอฟท์ อาซัวร์ ซึ่งมีคุณสมบัติที่ตอบโจทย์ในด้านนี้อย่างครบถ้วน”

ผู้สนใจสามารถค้นหารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแพลตฟอร์มคลาวด์ ไมโครซอฟท์ อาซัวร์ ได้ที่ https://azure.microsoft.com/th-th/

##

ข้อมูลเกี่ยวกับไมโครซอฟท์

บริษัท ไมโครซอฟท์ (Nasdaq “MSFT” @Microsoft) ผู้นำระดับโลกในด้านการพัฒนาแพลตฟอร์มและบริการที่มุ่งเสริมประสิทธิภาพการสร้างสรรค์ในโลกยุคโมบายและคลาวด์ เพื่อเป็นกำลังสำคัญให้ทุกคนและทุกองค์กรทั่วโลกให้บรรลุผลสำเร็จทีดียิ่งกว่า

บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ก่อตั้งขึ้นในปี 2536  มีความมุ่งมั่นในการช่วยให้คุณภาพชีวิตคนไทย 70 ล้านคน ดีขึ้นด้วยเทคโนโลยีของไมโครซอฟท์   ไมโครซอฟท์ ส่งเสริมให้คนไทยและภาคธุรกิจได้ตระหนักถึงศักยภาพที่มีอย่างเต็มเปี่ยมผ่านการใช้เทคโนโลยี  เทคโนโลยีที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลง ในการทำงาน การใช้ชีวิต และการสื่อสาร  ไมโครซอฟท์ให้บริการซอฟต์แวร์ บริการ และดีไวซ์ ที่สามารถก่อให้เกิดโอกาสใหม่ๆ  มีความสะดวกทันสมัย  และช่วยให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น  ไมโครซอฟท์ ไม่หยุดนิ่งในการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ พันธมิตร อย่างต่อเนื่องในการนำพลังของเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศไทย

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าไปเยี่ยมชมหรือติดตามความเคลื่อนไหวล่าสุดได้ทางศูนย์ข่าวสารประเทศไทย (http://news.microsoft.com/th-th/) และทวิตเตอร์ @MicrosoftTH

No tags for this post.

Related posts

About ข่าวไอที 24 ชั่วโมง

ข่าวไอที 24 ชั่วโมง ข่าวไอที ข่าว IT ข่าวเทคโนโลยี สินค้าไอทีมาใหม่ รีวิวสินค้าไอที

Check Also

my by CAT ตอกย้ำความแรงแพ็กเกจเน็ตไม่อั้น ไม่ลดสปีด จัดโปรฯโค้งสุดท้าย “my เน็ตเพลิน” เริ่มต้นเพียงเดือนละ 100 บาท

my บริการโทรศัพ …

%d bloggers like this: