Breaking News
เทคโนโลยีจะช่วยให้เกิดการพัฒนาในวงการกีฬาอย่างกว้างขวาง และสร้างสรรค์ความน่าตื่นเต้นได้อย่างอัศจรรย์ใจ

หนึ่งก้าวใหม่ของเทคโนโลยี สู่การพลิกโฉมวงการกีฬาทั่วโลก

หนึ่งก้าวใหม่ของเทคโนโลยี สู่การพลิกโฉมวงการกีฬาทั่วโลก

เทคโนโลยีจะช่วยให้เกิดการพัฒนาในวงการกีฬาอย่างกว้างขวาง และสร้างสรรค์ความน่าตื่นเต้นได้อย่างอัศจรรย์ใจ
เทคโนโลยีจะช่วยให้เกิดการพัฒนาในวงการกีฬาอย่างกว้างขวาง และสร้างสรรค์ความน่าตื่นเต้นได้อย่างอัศจรรย์ใจ

กว่า 40 ปีที่ผ่านมา การกำเนิดของไมโครโปรเซสเซอร์จากอินเทล ส่งผลให้การใช้งานคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีได้เข้ามามีอิทธิพลต่อทุกองค์ประกอบในการใช้ชีวิตของมนุษย์เราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และวันนี้ หนึ่งในวงการที่ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีนี้คือ ‘วงการกีฬา’ นั่นเอง

เช่นเดียวกับหลากหลายบริษัททั่วโลก สโมสรกีฬาต่างๆ กำลังประสบกับปัญหาการจัดเก็บข้อมูลที่ล้นเกินกำลัง ซึ่งส่งผลมาจากการเพิ่มจำนวนอย่างมากของการใช้งานเซ็นเซอร์ การอัพโหลดวิดีโอ รวมถึงการแชร์ข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เพื่อนำข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผลงานในสนามของนักกีฬาทั่วโลกมาใช้ในการพัฒนาประสิทธิภาพและขีดความสามารถของนักกีฬาทั้งในระดับตัวบุคคลและระดับทีม

พร้อมๆไปกับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านกราฟฟิก ระบบเสียง และการเปิดประสบการณ์ใหม่ในการรับชม รวมถึงการขยายตัวของเทคโนโลยีอุปกรณ์สวมใส่ (Wearable Technologies) การเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ โซเชียล มีเดีย และโลกออนไลน์ สิ่งเหล่านี้ล้วนเปลี่ยนแปลงวิธีที่ผู้บริโภคมีส่วนร่วมกับกีฬาไปอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะนักกีฬามืออาชีพ หรือแฟนๆ ผู้คลั่งไคล้เทคโนโลยีทั้งหลาย ต่างก็ได้ความช่วยเหลือจากเทคโนโลยี ให้เราได้ใกล้ชิดกับกีฬาที่เรารู้จักและหลงรักได้มากขึ้น และลึกขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มาดูกันว่าเทคโนโลยีสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร

นวัตกรรมใหม่เพื่อปรับกลยุทธ์และเทคนิคการฝึกสอน

ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ส่งผลให้การถ่ายรูปในสนามกีฬาก้าวไปไกลกว่าเพียงเพื่อการใช้งานเพื่อการโปรโมทและการตลาด ปัจจุบัน กล้องถ่ายรูปความละเอียดสูงสามารถรวบรวมข้อมูลมหาศาลได้ตั้งแต่การเคลื่อนไหวของผู้เล่น ไปจนถึงโอกาสในการทำคะแนนในการแข่งขันแต่ละนัด ซึ่งเป็นการสร้างข้อมูลแบบเรียลไทม์ (Real Time) เพื่อสร้างความแข็งแกร่งของทีมในการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์สู่การเป็นฝ่ายได้เปรียบในสนามแข่ง

ตัวอย่างที่น่าสนใจและกำลังมาแรงในวงการกีฬาขณะนี้ คือ ‘STATS’ SportVU’ เทคโนโลยีขั้นสูงที่ทำหน้าที่บันทึกข้อมูลกว่า 1 ล้านข้อมูลต่อการแข่งขันแต่ละครั้ง ปัจจุบันเทคโนโลยีตัวนี้ได้ถูกใช้งานโดยยักษ์ใหญ่ในวงการอย่าง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก (UEFA Champions League) และ เอ็นบีเอ (NBA) โดย เอ็นบีเอ ได้ทำการติดตั้ง motion tracking ในสนามแข่งของทั้ง 30 ทีม เพื่อติดตามจุดยิงลูกของสมาชิกทีมแต่ละคน รวมถึงอัตราการประสบความสำเร็จในการยิงลูกลงห่วงในสนามแข่ง ข้อมูลที่ถูกบันทึกไว้จะสามารถบ่งบอกจุดอ่อนและจุดแข็งของตัวผู้เล่นได้ เพื่อนำไปปรับเปลี่ยนวิธีการเล่นให้ดีขึ้นสำหรับการแข่งในครั้งต่อๆ ไป อุปกรณ์ motion tracking นี้ทำงานบน อินเทล โปรเซสเซอร์รุ่นล่าสุด ซึ่งช่วยจัดการกับข้อมูลจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถรายงานผลได้ภายใน 90 วินาที

นอกจากนี้ หน่วยประมวลผลของอินเทลยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้ตัวอุปกรณ์เคลื่อนที่ในการถ่ายวิดีโอ พร้อมภาพเปรียบเทียบแบบ slow-motion เพื่อช่วยให้โค้ชสามารถระบุความผิดพลาดได้อย่างตรงจุด เพื่อหาเทคนิคที่เหมาะสมและได้ผลที่สุดสำหรับนักกีฬาในครั้งต่อๆไป ยิ่งไปกว่านั้น อินเทลยังได้นำเสนอ Ready Mode Technology ที่ช่วยให้โค้ชสามารถเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างอุปกรณ์เคลื่อนที่และเครื่องพีซีได้โดยอัตโนมัติ เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมมาได้ในทันทีแม้ไม่ได้อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์

Wearable Technologies สุดยอดอุปกรณ์สวมใส่สำหรับมืออาชีพและมือสมัครเล่น

อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่กำลังถูกจับตามองอย่างมากคือ เทคโนโลยีสวมใส่ หรือ Wearables ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลด้านการออกกำลังกายของตน เพื่อใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพของตนเองให้ดียิ่งขึ้น เช่น นักวิ่งที่ใส่นาฬิกา GPRS จะสามารถตรวจสอบระยะทางที่ตนสามารถวิ่งได้ รวมถึงระยะเวลาที่ใช้ในการวิ่ง และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามช่วงเวลา โภชนาการ ระดับความลาดชันของเส้นทาง และสภาพอากาศ โดยใช้พีซีในการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ เพื่อสร้างโปรแกรมการฝึกฝน หรือวางกลยุทธ์ในการแข่งขันเพื่อเตรียมความพร้อมของนักวิ่งก่อนลงแข่งในสนามจริง

โดยปัจจุบัน มีทีมนักกีฬาจำนวนมากที่นำเทคโนโลยีนี้มาดัดแปลง เช่นการนำเซ็นเซอร์ไปติดตั้งบนเสื้อของนักกีฬาเพื่อติดตามความสามารถในการแข่งขัน หรือ performance ของลูกทีมแต่ละคน และหนึ่งในแบรนด์เสื้อผ้านักกีฬาระดับโลกอย่าง อาดิดาส (adidas)* ก็ไม่น้อยหน้า ในการสร้างสรรค์ ‘miCoach Elite Team System’ ระบบวิเคราะห์และจัดเก็บข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อสร้างโปรแกรมการฝึกซ้อมซึ่งมุ่งเน้นไปที่จุดอ่อนและจุดแข็งของนักกีฬาแต่ละคน เพื่อสร้างแผนการฝึกซ้อมที่เพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด และลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บได้มากที่สุด โดยล่าสุด บรรดานักเตะทีมชาติเยอรมันได้นำระบบนี้ไปใช้ในการฝึกซ้อม จนสามารถคว้าชัยชนะจากการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 มาครองได้สำเร็จ

ลีซอ – ธีรเทพ วิโนทัย นักเตะหนุ่มสุดฮอตจากทีมชาติไทย กล่าวว่า “เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นสำหรับนักกีฬาอย่างผม ที่เทคโนโลยีใหม่ๆ เหล่านี้ได้ขยายวงกว้างมาถึงวงการกีฬามากขึ้น ผมมองว่ามันเป็นผู้ช่วยตัวสำคัญให้นักกีฬา ไม่ว่าจะมืออาชีพ หรือมือสมัครเล่น ได้ทราบถึงความสามารถ และข้อจำกัดของตัวเองได้ดียิ่งขึ้น เพื่อจะได้ปรับเปลี่ยน และพัฒนาขีดความสามารถให้ดียิ่งขึ้นไปในอนาคต เมื่อเทคโนโลยีเหล่านี้ถูกนำมาใช้งานในแวดวงกีฬาของไทย ผมว่าน่าจะเป็นอะไรที่แปลกใหม่ และช่วยพัฒนาศักยภาพของนักกีฬาไทย และวงการกีฬาไทยไปได้ไกลมากทีเดียวครับ”

คงต้องจับตารอดูกันต่อไป ว่าเมื่อเทคโนโลยีเหล่านี้เดินทางมาถึงวงการกีฬาในบ้านเราแล้ว จะสร้างความน่าอัศจรรย์ใจได้มากน้อยเพียงใด แต่ที่แน่ๆ เมื่อวันนั้นมาถึง เราคงได้เห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นของบรรดานักกีฬาไทยแน่นอน

เกี่ยวกับอินเทล

อินเทล เป็นผู้นำในด้านนวัตกรรมการประมวลผล รวมทั้งการออกแบบ และสร้างสรรค์เทคโนโลยีที่เป็นพื้นฐานการพัฒนาอุปกรณ์ประมวลผลระดับโลก ในฐานะของบริษัทที่เป็นผู้นำในบรรษัทภิบาลและการพัฒนาอย่างยั่งยืน อินเทลจึงใช้แร่ธาตุจากแหล่งที่มาที่ปราศจากความขัดแย้ง(conflict-free) เพื่อผลิตอุปกรณ์ประมวลผลที่มีวางจำหน่ายเป็นรายแรกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอินเทล สามารถเข้าชมได้ที่newsroom.intel.com, blogs.intel.com, ทวิตเตอร์ @Intelthailand, เฟสบุ๊ค IntelThailand และ conflictfree.intel.com

อินเทล และ โลโก้ของอินเทล เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ อินเทล คอร์ปอเรชั่น หรือสำนักงานสาขาในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆขอสงวนสิทธิ์

*ชื่อและยี่ห้ออื่นอาจถูกอ้างอิงถึงโดยถือเป็นทรัพย์สินของชื่อยี่ห้อนั้นๆ

About ข่าวไอที 24 ชั่วโมง

ข่าวไอที 24 ชั่วโมง ข่าวไอที ข่าว IT ข่าวเทคโนโลยี สินค้าไอทีมาใหม่ รีวิวสินค้าไอที

Check Also

ไอบีเอ็มเปิดโครงการ Call for Code Global Challenge ร่วมรับมือประเด็นปัญหาสำคัญของโลก รวมถึงสถานการณ์ COVID-19 กรุงเทพฯ ประเทศไทย – 9 เมษายน 2563: ไอบีเอ็มเปิดโครงการ Call for Code Global Challenge ประจำปี 2563 พร้อมประกาศขยายขอบเขตให้ครอบคลุมประเด็นเรื่อง COVID-19 ที่ทั่วโลกกำลังหวั่นกลัวตอนนี้ โดยเพิ่มเติมจากประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งทั้งสองประเด็นล้วนเป็นเรื่องเร่งด่วนที่กำลังส่งผลกระทบต่อสุขภาพ โลก และการอยู่รอดของมนุษย์ นับตั้งแต่ริเริ่มโครงการนี้ขึ้นในปี 2561 Call for Code ได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในการจัดการกับปัญหาท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก เริ่มจากการบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ การรับมือกับความจริงอันโหดร้ายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จนถึง COVID-19 ในปัจจุบัน โดย COVID-19 กำลังแสดงให้เห็นถึงข้อจำกัดของระบบที่เรามักมองข้ามมาโดยตลอด  โครงการ Call for Code Global Challenge จัดขึ้นเป็นปีที่ 3 โดยเป็นหนึ่งในการแข่งขันสำหรับนักพัฒนาที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีจุดประสงค์ในการสร้างโซลูชันที่ใช้เทคโนโลยีแบบโอเพนซอร์ส เช่น Red Hat OpenShift, IBM Cloud, IBM Watson, IBM Blockchain และข้อมูลจาก The Weather Company ในระดับที่สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาได้จริง โดยในปี 2562 มีผู้เข้าร่วมการแข่งขันกว่า 180,000 รายจาก 165 ประเทศ และได้สร้างเป็นแอพพลิเคชันมากกว่า 5,000 แอพที่เน้นเรื่องความพร้อมในการรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติและการบรรเทาภัยต่างๆ

ไอบีเอ็มเปิดโคร …

%d bloggers like this: