Breaking News
Home / ข่าวไอที / วสท. ระดมความคิดเสนอรัฐบาลใหม่ 5 แนวทาง “ผนึกกำลังฝ่าวิกฤติฝุ่นพิษ PM 2.5”

วสท. ระดมความคิดเสนอรัฐบาลใหม่ 5 แนวทาง “ผนึกกำลังฝ่าวิกฤติฝุ่นพิษ PM 2.5”

2.เปิดเสวนา ภาพหมู่ยืน (Large).jpg

โดย คณะกรรมการสาขาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม จัดเวทีเสวนาระดมความคิด เรื่อง “ผนึกกำลังฝ่าวิกฤติ อยู่กับฝุ่นอย่างไร…ให้ชีวิตรอดปลอดภัย”พร้อมข้อแนะนำแก่รัฐบาลใหม่ โดยมุ่งเสนอการแก้ปัญหาอย่างบูรณาการด้วยองค์ความรู้ นวัตกรรมและเทคโนโลยี ที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนแก่รัฐบาล และประชาชนในการอยู่กับฝุ่นอย่างไรให้ชีวิตรอดปลอดภัย เปิดเสวนาโดย ดร.ธเนศ วีระศิริ นายก วสท. พร้อมด้วยนักวิชาการผู้ร่วมเสวนาจากหลายองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน วิศวกร นักวิจัยและประชาชน

ศ.ดร. ธเรศ ศรีสถิตย์ สมาคมวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวถึงปัญหาและสาเหตุว่า ฝุ่นควันพิษในภาคเหนือมีสาเหตุที่แตกต่างไปจาก กทม. โดยมาจากการลักลอบเผา ไฟป่า การเผาตอซังเกษตรและการเผาในที่โล่ง การเผาไหม้เชื้อเพลิงในเครื่องยนต์ และฝุ่นควันจากประเทศใกล้เคียง เนื่องจากในฤดูร้อนจะเกิดการทับถมของใบไม้และกิ่งไม้จำนวนมาก จึงกลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีและยากต่อการควบคุม เปรียบเทียบพื้นที่ไฟป่า 9 จังหวัดภาคเหนือ ในช่วงระหว่าง 1 ต.ค. – 27 มี.ค. ในพื้นที่ภาคเหนือ ปีงบประมาณ 2562 จำนวน 49,565 ไร่ และปี 2561 จำนวน 28,118 ไร่ จนรัฐบาลมีคำสั่งคลี่คลายปัญหาอย่างเร่งด่วน เพื่อลดฝุ่นควันและจุดความร้อน Hot Spot สถิติประเทศไทยมีการปลูกข้าวโพดกว่า 7 ล้านไร่ เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้วิธีเผาเพื่อเตรียมเพาะปลูกใหม่ นอกจากสร้างมลพิษแล้วยังทำให้ดินเสียหาย ถึงเวลาที่เกษตรกรไทยต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ มาใส่ใจและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น โดยใช้วิธีไถกลบเป็นปุ๋ยแทนการเผาทำลาย หรือแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ทั้งนี้ภาครัฐควรใช้กลไกที่เข้าถึงระดับรากหญ้า ถ้าไม่ให้เผาทำลาย จะทำอย่างไรที่จะไม่มีภาระค่าใช้จ่ายมากเกินไป เช่น ควรจัดหาอุปกรณ์เครื่องจักรกลางหรือบริการเช่าไถกลบในราคาไม่แพง ส่งเสริมนำซังข้าวโพดมาผลิตเป็นถ่านอัดแท่ง นำมาแปรรูปเป็นปุ๋ยอินทรีย์ และนำเปลือกข้าวโพดมาหมักใช้เป็นอาหารสัตว์ เป็นต้น ในด้านการฟื้นฟูคุณภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ควรเพิ่มพื้นที่สีเขียวในทุกจังหวัดด้วยความร่วมมือจากภาครัฐ เอกชน และประชาชน ตัวอย่างที่ทำแล้วประสบผลสำเร็จได้แก่ประเทศจีน เร่งโครงการปลูกป่าในระยะเวลา 5 ปีนี้ ครอบคลุมพื้นที่ถึง 70,000 ตร.กม. ซึ่งมีอาณาเขตกว้างกว่าขนาดประเทศฝรั่งเศส

รศ.วงศ์พันธ์ ลิมปเสนีย์ กรรมการสาขาวิศวกรรมยานยนต์ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) กล่าวว่า 3 แหล่งใหญ่ของปัญหาฝุ่นพิษในกรุงเทพมหานครจากการศึกษาของสถาบันเอไอทีและกรมควบคุมมลพิษนั้น พบว่ามาจาก 1.เครื่องยนต์ดีเซล 2.การเผาชีวมวล 3.ปฏิกริยาทางเคมีทำให้เกิดฝุ่นมลพิษ ขณะที่ประเทศไทยมียอดจดทะเบียนรถยนต์สะสมประมาณ 20 ล้านคัน ในจำนวนนี้ 10.3 ล้านคัน จดทะเบียนในกรุงเทพฯ และเป็นรถเครื่องยนต์ดีเซล 2.6 ล้านคัน ซึ่งใช้มาตรฐานไอสียยูโร 1,2,3,4 หากใช้เทคโนโลยีที่ดีขึ้นเป็นยูโร 5 ก็จะช่วยลดปริมาณฝุ่นควันจากท่อไอเสีย ทางกระทรวงอุตสาหกรรมควรเร่งรัดความร่วมมือกับ 12 ค่ายรถยนต์ให้เป็นจริงโดยเร็ว เช่น ยกระดับการผลิตรถยนต์มาตรฐานยูโร 5 สำหรับรถยนต์ทุกคันภายในปี 2564 และวางแผนเตรียมยกระดับเป็นมาตรฐานยูโร 6 ภายในปี 2565 เพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่น PM 2.5 โดยสามารถลดการปล่อยฝุ่นละอองที่เป็นพิษจากรถยนต์ใหม่ลงได้ถึง 80% ทั้งนี้สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยได้เรียกร้องการผลิตน้ำมันระดับยูโร 5 ด้วย เพราะทั้งรถเก่าและรถที่ขายในปัจจุบันหากใช้น้ำมันระดับยูโร 5 ก็จะสามารถลดมลพิษได้ทันที รวมถึงการยกระดับใช้น้ำมันไบโอดีเซล B20 ในรถยนต์ดีเซล จะทำให้การจุดระเบิดของเครื่องยนต์ง่ายขึ้น การเผาไหม้ดีขึ้น เครื่องสตาร์ทติดง่าย และการหล่อลื่นที่ดีกว่า ซึ่งช่วยลดการปล่อยควันดำสาเหตุของฝุ่น PM 2.5 ทั้งนี้จะต้องมีการเตรียมความพร้อมทุกด้าน ทั้งผู้ผลิตรถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และบริการน้ำมันยูโร 5 อย่างทั่วถึง และรัฐบาลต้องเข้มงวดในการตรวจสภาพรถยนต์เก่า โดยใช้มาตรการตรวจสอบการปล่อยไอเสียอย่างจริงจังและเก็บภาษีรายปีเพิ่มขึ้นเพื่อจูงใจให้ผู้ใช้รถเปลี่ยนซื้อรถคันใหม่แทนการเสียค่าใช้จ่ายบำรุงรักษาที่สูงเกินไป

คุณสนธิ คชวัฒน์ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย เปิดมุมมองว่า วงจรเวลาของฝุ่นพิษ PM 2.5 ในประเทศไทย สัมพันธ์กับพฤติกรรมของคน โดยเริ่มประมาณเดือนสิงหาคม ควันจะพัดพาฝุ่นจิ๋วจากการเผาทางการเกษตรแถบเกาะสุมาตราเข้ามาทางภาคใต้ของไทย เดือนพฤศจิกายนในภาคกลางมีการเผาไร่อ้อยพัดพาฝุ่นจิ๋วมาเมื่อเจอกับสภาพอากาศนิ่งจะยิ่งสร้างผลกระทบในพื้นที่ภาคกลางและกทม. ถัดมาในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคมในภาคเหนือจะเริ่มมีหมอกควันฝุ่นจิ๋วจากการเผาตอซังการเกษตรและไฟป่า จะเห็นว่าปัญหาฝุ่น PM 2.5 มีมานานหลายปี แต่เพิ่งจะเกิดการตื่นตัวตรวจคุณภาพอากาศกันจริงจังในปีนี้ เนื่องจากมีข้อมูลจาก 50 สถานีทั่วประเทศ ซึ่ง 24 สถานีอยู่ใน กทม. ได้พบค่าฝุ่น PM 2.5 สูงจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ นอกจากนี้ในภาคเหนือตอนบน 9 จังหวัดมีฝุ่น PM 2.5 สูงกว่าใน กทม.ค่อนข้างมาก รัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้งควรใช้โอกาสนี้ที่ประชาชนกำลังตื่นตัว กำหนดเป็นนโยบายด้านมลพิษอากาศ และจะต้องมีมาตรการรองรับอย่างเข้มแข็งจากพลังภาครัฐ เอกชนจนถึงชุมชน

จากที่ประชุมเสวนา วสท.ได้สรุป 5 ข้อเสนอแนะการแก้ปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 ต่อรัฐบาลใหม่ ดังนี้ 1.มาตรการด้านรถยนต์ ได้แก่การปรับเปลี่ยนมาตรฐานน้ำมันและเครื่องยนต์เป็นยูโร 5 และ 6 ภายใน 4 ปี, ผลักดันให้รถขนส่งธารณะและรถยนต์พ่วงบรรทุกขนาดใหญ่ใช้ NGVหรือเป็นเครื่องยนต์ไฟฟ้าหรือเครื่องยนต์ยูโร 5, ในเขต กทม.เมื่อรถไฟฟ้าครบ Loop ต้องจำกัดปริมาณรถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซิน เช่น ต้องมีที่จอดรถเท่านั้นถึงจะจดทะเบียนได้,ส่งเสริมและจูงใจการลงทุนการผลิตรถเครื่องยนต์ไฟฟ้าจากภาคเอกชน,ห้ามรถเครื่องยนต์ดีเซลอายุเกิน10ปีวิ่งในเขตกรุงเทพและปริมลฑล,กำหนดให้รถเครื่องยนต์ดีเซลติดตั้ง Diesel Particulate Filter หรือ DPF,ควบคุมการจราจรไม่ให้ใช้รถยนต์ เช่น ลดราคาค่ารถไฟฟ้าและลดโดยสาร ห้ามจอดรถริมถนน จำกัดที่จอดรถในเมือง กำหนดเลนจักรยาน จำกัดปริมาณมอเตอร์ไซด์ส่วนบุคคล ปิดลานจอดรถตามหน่วยงานรัฐ เข้มงวดการจอดรถยนต์ริมถนน เป็นต้น
2. มาตรการด้านโรงงานอุตสาหกรรมและกิจกรรมใช้ฟอสซิลเป็นเชื้อเพลิง ได้แก่ การกำหนดค่ามาตรฐานการปล่อยฝุ่นที่ปลายปล่องใหม่โดยกำหนดเป็นค่าLoading (ความเข้มข้น*อัตราการปล่อย)คือในช่วงปกติและช่วงฤดูหนาว( พฤศจิกายน-มีนาคม),เพิ่มประเภทโรงงานเพื่อให้ติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบอัตโนมัติที่ปลายปล่อง ,เก็บภาษีการปล่อยมลพิษทางอากาศ
3. มาตการลดการเผาในที่โล่ง ได้แก่ กำหนดช่วงเวลาห้ามเผาขยะ ชีวมวล วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรหรือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรให้ชัดเจน และกำหนดมาตรการจูงใจเพิ่มเติม, รัฐสร้างเตาเผาที่มีระบบควบคุมมลพิษทางอากาศในแต่ละพื้นที่เพื่อประชาชนใช้ร่วมกันโดยมีหน่วยราชการดูแลอย่างใกล้ชิด, ภาครัฐส่งเสริมวิธีการที่เป็นมิตรกับ สวล. เช่น การไถกลบวัสดุทางการเกษตร การทำปุ๋ยหมัก การทำก๊าซชีวมวล เป็นต้น ประเทศไทยต้องอาศัยกลไกในการเป็นประธานอาเซียนนำเรื่องการแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดนเป็นวาระสำคัญในการพิจารณาของอาเซียน ตลอดจนรัฐบาลไทยต้องจัดให้การแก้ไขปัญหาหมอกควันเป็นวาระแห่งชาติที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องจัดการปัญหานี้ให้ได้, ต้องทำความเข้าใจและเข้าถึงประชา ชนรากหญ้าที่ทำการเผาทุกพื้นที่โดยต้องทราบถึงปัญหาของเขาอย่างแท้จริงและถ้าไม่เผาจะร่วมมือกับรัฐอย่างไร รัฐจะช่วยเหลืออะไร ซึ่งต้องอาศัยกลไกของอำเภอ ตำบลและหมู่บ้านในระดับกำนัลและผู้ใหญ่บ้านต้องขับเคลื่อนดูแลพื้นที่ตนเองรวมทั้งใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดด้วยโดยมีตัวชี้วัดคือจำนวน Hotspot ต้องลดลง, ต้องหารือและจัดการกับทุนใหญ่ไม่ให้รับซื้อข้าวโพดและพืชไร่ที่มาจากพื้นที่ที่ทำการเผาทั้งในและนอกประเทศรวมทั้งตรวจสอบหากพบว่าผู้ประกอบการรายใดสนับสนุนและอยู่เบื้องหลังการเผาต้องแอนตี้สินค้าและดำเนินคดี

4. ผังเมืองและพื้นที่สีเขียว ได้แก่ การควบคุมการขยายตัวของอาคารสูงตามแนวรถไฟฟ้าและถนนที่ตัดขึ้นใหม่ให้มีระยะห่างช่องทางของลมพัดผ่าน, การเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพิ่มต้นไม้ในเมือง (City Garden) ทั้งแนวเส้นทางจราจรและสวนสาธารณะให้ได้อย่างน้อย 9.0 ตร.ม./คน เป้าหมายคือ 15 ตร.ม./คน, ริมเส้นทางจราจรที่เปิดใหม่ให้นำสายไฟและสายอื่นๆ ลงใต้ดินและปลูกต้นไม้แทน
5. การบริหารจัดการ จัดทำ Action plans ให้มีรูปแบบของการจัดการภัยพิบัติ เพื่อตอบโต้กรณีฉุกเฉินทางมลพิษทางอากาศในช่วง Winter smog ให้ชัดเจน, มีศูนย์บัญชาการตอบโต้โดยให้ผู้ว่าการจังหวัดเป็น Commander และหน่วยงานต่างๆ ร่วมสนับสนุน, ให้ภาคประชาชน ชุมชนและนักวิชาการเข้าไปมีส่วนร่วมสนับสนุนการดำเนินการทั้งทางตรงและทางอ้อม, สร้างความรู้ความเข้าใจต่อประชาชน ทำงานอย่างโปร่งใส ใส่ใจต่อสุขภาพของประชาชนเป็นหลักและต้องบอกความจริงเป็นระยะ, เป้าหมายทุกมาตรการนำไปสู่การลดค่ามาตรฐานฝุ่น 2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงที่กำหนดไว้ 50 มค.ก./ลบ.ม. ให้เป็น 35 มค.ก./ลบ.ม. ภายในระยะเวลา 3 ปี

URL

Related posts

About ข่าวไอที 24 ชั่วโมง

ข่าวไอที 24 ชั่วโมง ข่าวไอที ข่าว IT ข่าวเทคโนโลยี สินค้าไอทีมาใหม่ รีวิวสินค้าไอที

Check Also

  มาสเตอร์การ์ดเสริมความแข็งแกร่งความเป็นผู้นำด้านการชำระเงินแบบเรียลไทม์ ในเอเชียแปซิฟิก โดยมุ่งเน้นที่ตลาดในประเทศไทย

มาสเตอร์การ์ดเส …

%d bloggers like this: