Breaking News
Home / ข่าวไอที / ผลสำรวจโดยไมโครซอฟท์และฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวนชี้ ภัยคุกคามทางไซเบอร์สามารถสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ ให้องค์กรไทยถึง 2.86 แสนล้านบาท

ผลสำรวจโดยไมโครซอฟท์และฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวนชี้ ภัยคุกคามทางไซเบอร์สามารถสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ ให้องค์กรไทยถึง 2.86 แสนล้านบาท

ผลสำรวจโดยไมโครซอฟท์และฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวนชี้
ภัยคุกคามทางไซเบอร์สามารถสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ
ให้องค์กรไทยถึง
2.86 แสนล้านบาท

(ขวา) นายโอม ศิวะดิตถ์ ผู้บริหารด้านนโยบายภาครัฐ บริษัท (ประเทศไทย) จำกัด และ

(ซ้าย) นายณัฐชัย จารุศิลาวงศ์ Consultant, Mobility Practice บริษัท ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน (ประเทศไทย) จำกัด

ผลสำรวจของไมโครซอฟท์และฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน เผยบทสรุปสำคัญดังนี้

  • องค์กรขนาดใหญ่แต่ละแห่งในประเทศไทยอาจเผชิญความเสียหายทางเศรษฐกิจถึง 408 ล้านบาท จากการจู่โจมเพียงครั้งเดียว ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่าความเสียหายขององค์กรธุรกิจขนาดกลางถึง 450 เท่า
  • ในปีที่ผ่านมา กว่า 3 ใน 5 ขององค์กร (หรือ 60 เปอร์เซ็นต์) จำเป็นต้องทำการปลดพนักงานเนื่องจากภัยคุกคามทางไซเบอร์
  • ความกังวลในด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ทำให้แผนการปฏิรูปธุรกิจด้วยดิจิทัลดำเนินการช้าลง
  • องค์กรนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้มากขึ้น เพื่อปรับปรุงกลยุทธ์ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ให้ดีขึ้น

กรุงเทพฯ 18 มิถุนายน 2561 – รายงานวิจัยของ ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน ภายใต้ความร่วมมือกับไมโครซอฟท์ เผยว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจในประเทศไทยที่เป็นผลกระทบมาจากความปลอดภัยทางไซเบอร์สามารถส่งผลถึง 2.86 แสนล้านบาท หรือเท่ากับ 2.2 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 14,360 ล้านล้านบาท[1]

รายงานวิจัย “ภาพรวมภัยคุกคามทางไซเบอร์ในเอเชีย แปซิฟิก: การปกป้ององค์กรในโลกยุคดิจิทัล” มีจุดประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกกับผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านธุรกิจและไอทีขององค์กร เกี่ยวกับมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ทั่วภูมิภาค และชี้ให้เห็นช่องโหว่ในกลยุทธ์เชิงความปลอดภัยด้านไซเบอร์ขององค์กร โดยทำการสำรวจกับผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านธุรกิจและไอทีในองค์กรจำนวน 1,300 คน จากองค์กรธุรกิจขนาดกลาง (พนักงาน 250 – 499 คน) และองค์กรขนาดใหญ่ (พนักงาน 500 คนขึ้นไป)

รายงานวิจัยพบว่า 3 ใน 5 ขององค์กรในประเทศไทยเคยได้รับผลกระทบจากการโจมตีทางไซเบอร์ (15 เปอร์เซ็นต์) หรือไม่แน่ใจว่าเคยถูกโจมตีหรือไม่ เพราะยังขาดกระบวนการตรวจสอบหรือวิเคราะห์การคุกคามระบบอย่างเหมาะสม (47 เปอร์เซ็นต์)

“ในยุคที่คลาวด์และโมบายล์คอมพิวติ้งมีบทบาทในการทำหน้าที่เชื่อมต่อธุรกิจกับลูกค้า และช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำงาน ทุกองค์กรจึงต้องเผชิญกับความเสี่ยงใหม่ๆ ไปพร้อมกัน” นายโอม ศิวะดิตถ์ ผู้บริหารด้านนโยบายภาครัฐ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว “เมื่อขอบเขตของระบบไอทีแบบดั้งเดิมหายไป ผู้ประสงค์ร้ายก็มีช่องทางและเป้าหมายใหม่ๆ สำหรับการจู่โจมมากขึ้น ส่วนองค์กรที่ตกเป็นเป้าก็อาจประสบความเสียหายทางการเงินเป็นมูลค่ามหาศาล และยังสูญเสียความพึงพอใจของลูกค้าและความน่าเชื่อถือทางธุรกิจ ดังจะเห็นได้จากกรณีการรั่วไหลของข้อมูลของบางองค์กรที่อาจเป็นข่าวผ่านตาใครหลายคนไปในระยะหลัง”

ความเสียหายที่แท้จริงจากภัยอันตรายบนโลกไซเบอร์ ครอบคลุมทั้งเชิงเศรษฐกิจ โอกาสทางธุรกิจ และการตกงาน

รายงานวิจัยพบว่า

  • องค์กรขนาดใหญ่ในประเทศไทยอาจประสบความเสียหายทางเศรษฐกิจเป็นมูลค่าสูงถึง 408 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าความเสียหายขององค์กรธุรกิจขนาดกลางถึง 450 เท่า (ราว 900,000 บาท)
  • ใน 12 เดือนที่ผ่านมา ราว 3 ใน 5 ขององค์กรทั้งหมด (60 เปอร์เซ็นต์) ต้องมีการปลดพนักงานออกในหลายตำแหน่งเนื่องจากผลกระทบของภัยคุกคามทางไซเบอร์

ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวนได้สร้างแบบจำลองขึ้นเพื่อประเมินมูลค่าความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากอาชญากรรมไซเบอร์ โดยนำปัจจัยเชิงเศรษฐกิจองค์รวมและข้อมูลเชิงลึกจากผู้เข้าร่วมการสำรวจมาพิจารณา แบบจำลองดังกล่าวนี้แบ่งผลกระทบที่สามารถเกิดขึ้นได้จากเหตุการณ์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ออกเป็น 3 แบบ ได้แก่

  • ผลกระทบทางตรง: ความเสียหายทางด้านการเงินที่เกิดขึ้นโดยตรงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ ซึ่งรวมถึงประสิทธิภาพในการทำงานที่ลดลง ระยะเวลาในการฟื้นฟู และค่าเสียหายที่ต้องชดใช้
  • ผลกระทบทางอ้อม: การสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ เช่น การสูญเสียลูกค้าเพราะขาดความเชื่อมั่น
  • ผลกระทบวงกว้าง: ผลกระทบมวลรวมเชิงเศรษฐกิจ เช่น สภาพคล่องทางการใช้จ่ายขององค์กรและผู้บริโภคลดลง

“ผลกระทบของภัยคุกคามทางไซเบอร์นั้น เปรียบได้กับภูเขาน้ำแข็ง โดยผลกระทบทางตรงจะเป็นส่วนที่เห็นได้ชัดมากที่สุด แต่ส่วนนี้กลับเปรียบเสมือนยอดเล็กๆ ของภูเขา ที่ยังมีส่วนที่มองไม่เห็นยังจมอยู่ใต้น้ำอีกมาก” นายณัฐชัย จารุศิลาวงศ์ Consultant, Mobility Practice บริษัท ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว “การจู่โจมทางไซเบอร์สามารถก่อความเสียหายอีกมากมายที่อาจมองไม่เห็นในทันที ทั้งในทางอ้อมและในวงกว้าง จึงทำให้โดยทั่วไปแล้ว มูลค่าความเสียหายที่แท้จริงของภัยร้ายเหล่านี้มักถูกประเมินไว้ต่ำกว่าความเป็นจริงอยู่เสมอ”

นอกจากความสูญเสียด้านการเงินแล้ว ภัยคุกคามทางไซเบอร์ยังทำลายความสามารถขององค์กรไทยในการคว้าโอกาสทางธุรกิจในยุคแห่งเศรษฐกิจดิจิทัล โดยผลสำรวจเผยว่ากว่า 73 เปอร์เซ็นต์ของผู้เข้าร่วมการสำรวจพบว่าองค์กรของตนได้หยุดแผนการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาปฏิรูปธุรกิจ เนื่องจากความกังวลด้านภัยคุกคามทางไซเบอร์

ภัยร้ายที่ต้องจับตาและช่องโหว่ที่ต้องจัดการ ในกลยุทธ์ด้านความปลอดภัยขององค์กรไทย

ถึงแม้ว่าการจู่โจมจากอาชญากรไซเบอร์ด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่จะเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความสนใจในหมู่องค์กรต่างๆ ได้ไม่น้อย แต่ผลวิจัยระบุว่าสำหรับองค์กรในประเทศไทยแล้ว ภัยร้ายในโลกไซเบอร์ที่มีผลกระทบสูงสุด และใช้เวลาในการแก้ไขฟื้นฟูนานที่สุด คือการเลียนแบบตัวตนของแบรนด์ในโลกออนไลน์ การขโมยข้อมูล และการทำลายข้อมูล

นอกจากความเสี่ยงจากภายนอกองค์กรแล้ว รายงานวิจัยฉบับนี้ยังชี้ให้เห็นถึงช่องว่างเชิงกลยุทธ์ขององค์กรต่างๆ ในการปกป้องระบบและข้อมูลให้ปลอดภัย

  • อย่าให้ความปลอดภัยเป็นแค่เรื่องทีหลัง: ถึงแม้ว่าองค์กรจำนวนมากจะผ่านการถูกจู่โจมมาแล้ว แต่กลับมีองค์กรเพียง 26% เท่านั้นที่นำประเด็นด้านความปลอดภัยในโลกไซเบอร์มาพิจารณาก่อนที่จะเริ่มดำเนินงานในโครงการดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชัน ขณะที่องค์กรที่ยังไม่เคยถูกจู่โจมนั้น มีอัตราส่วนการนำปัจจัยด้านความปลอดภัยมาพิจารณาก่อนเริ่มดำเนินงานคิดเป็น 37% ส่วนองค์กรที่เหลือนั้น จะเริ่มพิจารณาเรื่องความปลอดภัยหลังจากที่เริ่มดำเนินงานไปแล้ว หรืออาจไม่พิจารณาถึงเลยก็เป็นได้ ซึ่งองค์กรในกลุ่มหลังนี้จะไม่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือโซลูชั่นที่มีรากฐานอยู่บนความปลอดภัยอย่างแท้จริง (“secure-by-design”) ขึ้นมาได้ จึงอาจทำให้ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ขาดความปลอดภัยหลุดออกไปสู่ตลาดได้
  • การมีระบบซับซ้อน ไม่ได้แปลว่าปลอดภัย: โดยทั่วไปแล้ว เป็นที่เชื่อกันว่าการนำโซลูชั่นด้านความปลอดภัยจำนวนมากมาใช้งานร่วมกันจะช่วยให้ระบบในภาพรวมมีความปลอดภัยสูงขึ้น แต่ผลวิจัยในครั้งนี้กลับเผยให้เห็นว่าในกลุ่มองค์กรที่ใช้โซลูชั่นด้านความปลอดภัยรวม 26-50 โซลูชั่น มีเพียง 15% เท่านั้นที่สามารถแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูจากผลกระทบของการจู่โจมได้ภายในเวลาหนึ่งชั่วโมง ขณะที่องค์กรที่ใช้โซลูชั่นด้านดังกล่าวน้อยกว่า 10 โซลูชั่น มีอัตราส่วนการแก้ไขปัญหาภายในหนึ่งชั่วโมงสูงกว่าที่ 22%
  • ยังขาดวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์: องค์กรจำนวนมากเริ่มหันมาปฏิรูปธุรกิจด้วยนวัตกรรมดิจิทัลกันแล้ว เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบในการแข่งขัน แต่งานวิจัยครั้งนี้ก็ยังชี้ให้เห็นว่าองค์กรถึง 33% ยังมองความปลอดภัยเป็นเพียงแค่ปัจจัยในการปกป้ององค์กรจากผู้ประสงค์ร้าย โดยมีเพียง 28% ที่เล็งเห็นว่ากลยุทธ์ด้านความปลอดภัยขององค์กรเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชัน

“ภัยร้ายในโลกออนไลน์ยังคงพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง แต่การผสมผสานทั้งเทคโนโลยี กลยุทธ์ภาคปฏิบัติ และความรู้ความเข้าใจเข้าด้วยกันอย่างลงตัวจะช่วยให้องค์กรสามารถรับมือกับความเสี่ยงต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ” คุณโอมกล่าวเสริม “ไมโครซอฟท์ยังคงเดินหน้าเสริมศักยภาพให้ภาคธุรกิจในประเทศไทยสามารถคว้าโอกาสจากกระบวนการดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชัน ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม สนับสนุนด้วยแพลตฟอร์มผลิตภัณฑ์และบริการที่มีความปลอดภัยสูง ผสมผสานกับความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในภัยร้ายและปัจจัยเสี่ยง และเครือข่ายความร่วมมือกับหลากหลายภาคส่วน”

AI พร้อมเป็นแนวหน้าในการปกป้ององค์กรจากผู้ประสงค์ร้าย

เมื่อโลกดิจิทัลเป็นเสมือนสนามรบที่อาวุธของผู้จู่โจมพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดยั้ง ขณะที่ช่องทางการโจมตียังคงเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว AI จึงเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญในการยับยั้งการโจมตีด้วยศักยภาพในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตรวจจับและหยุดยั้งการจู่โจมได้ โดยจากการสำรวจพบว่า 4 ใน 5 ขององค์กรในประเทศไทย (84%) ได้นำ AI มาใช้เสริมความแข็งแกร่งของระบบด้านความปลอดภัยแล้ว หรือมีแผนที่จะนำมาใช้งานในอนาคตอันใกล้

สถาปัตยกรรมด้านความปลอดภัยที่มี AI เป็นองค์ประกอบหลักจะสามารถทำงานได้อย่างชาญฉลาด และอาจมองเห็นถึงจุดอ่อนหรือช่องโหว่ในระบบรักษาความปลอดภัยขององค์กรได้ก่อนที่จะเกิดปัญหาขึ้นจริง นอกจากนี้ องค์กรที่ใช้งาน AI ในการปกป้องระบบของตนยังสามารถทำงานได้รวดเร็วและคล่องตัวกว่าองค์กรที่พึ่งพาความสามารถของมนุษย์เพียงอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นการระบุชนิดและช่องทางการจู่โจม การกำจัดภัยร้ายที่เข้าจู่โจมอย่างต่อเนื่อง และการแก้ไขปัญหาในระบบ จึงทำให้ AI มีบทบาทที่สำคัญยิ่งในกลยุทธ์ด้านความปลอดภัยเชิงดิจิทัลของทุกองค์กร

ข้อแนะนำในการรักษาความปลอดภัยสำหรับองค์กรยุคใหม่ในโลกดิจิทัล

AI เป็นแค่องค์ประกอบหนึ่งที่องค์กรต่างๆ จำเป็นต้องนำมาผสมผสานหรือผนึกรวมเป็นแกนหลักของแนวทางการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์อย่างจริงจัง โดยการปกป้องให้ระบบขององค์กรปลอดภัยอย่างแท้จริงนั้น จะต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ เช่น บุคลากร กระบวนการ และเทคโนโลยี รวมถึงบทบาทและผลกระทบของปัจจัยเหล่านี้ที่มีต่อความปลอดภัยโดยรวมขององค์กรด้วย

เพื่อที่จะช่วยให้องค์กรสามารถต้านทานและตอบโต้กับการโจมตีทางไซเบอร์และมัลแวร์ได้ดียิ่งขึ้น องค์กรต่างๆ สามารถนำ 5 หลักปฏิบัตินี้มาปรับใช้ เพื่อช่วยยกระดับการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์มีให้ประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

  • ความปลอดภัยทางไซเบอร์คือส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูปธุรกิจด้วยดิจิทัล: ความไม่เชื่อมโยงกันระหว่างกลยุทธ์ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์กับแนวทางการปฏิรูปธุรกิจด้วยดิจิทัลอาจสร้างความสับสนวุ่นวายให้พนักงานในองค์กรอย่างมาก ทั้งนี้ ความปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการปฏิรูปธุรกิจด้วยดิจิทัล โดยมีบทบาทในการกำหนดแนวทางและรักษาความปลอดภัยขององค์กร ขณะเดียวกัน การปฏิรูปธุรกิจด้วยดิจิทัลก็ยังเปิดโอกาสให้องค์กรสามารถพลิกรูปแบบและแนวทางการรับมือกับความเสี่ยงทางไซเบอร์รูปแบบต่างๆ ในปัจจุบัน
  • ลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อเสริมสร้างรากฐานด้านความปลอดภัยให้แข็งแกร่ง: ร้อยละ 90 ของการโจมตีทางไซเบอร์สามารถป้องกันได้ โดยนำวิธีปฏิบัติที่ได้มาตรฐานเข้ามาปรับใช้อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งรหัสผ่านที่คาดเดาได้ยาก ใช้การยืนยันตัวตนหลากหลายรูปแบบในสถานการณ์ที่น่าสงสัย รวมถึงคอยอัปเดตระบบปฏิบัติการของอุปกรณ์ ซอฟต์แวร์และโปรแกรมป้องกันมัลแวร์ต่างๆ ให้ทันสมัย และเลือกใช้ของแท้เพื่อป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ได้อย่างทันท่วงที การเตรียมความพร้อมไม่ได้ครอบคลุมเพียงแค่อุปกรณ์หรือระบบเท่านั้น แต่ยังต้องรวมถึงการฝึกอบรมและกำหนดนโยบายเพื่อสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งด้านความปลอดภัยด้วย
  • ยกระดับทักษะและเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องมือต่างๆ โดยการใช้ประโยชน์จากเครื่องมือที่มีให้คุ้มค่า: เครื่องมือที่ดีก็อาจไร้ประโยชน์เมื่ออยู่ในมือของผู้ที่ขาดทักษะ หากลดจำนวนโซลูชั่นและความซับซ้อนในการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยลง ก็จะสามารถช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยเครื่องมือที่มีอยู่ ส่วนการจัดลำดับความสำคัญของโซลูชั่นที่ใช้งานอยู่นั้น เป็นวิธีที่ดีที่เข้ามาช่วยเพิ่มการป้องกันความเสี่ยงได้มากขึ้น โดยไม่ต้องนำเครื่องมือจำนวนมากมาใช้ และไม่ทำให้เกิดความซับซ้อนเพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะเมื่อโซลูชั่นที่เลือกใช้ได้รวบรวมเครื่องมือต่างๆ มาไว้ด้วยกันอย่างเหมาะสมและเอื้อประโยชน์ซึ่งกัน
  • ประเมิน ตรวจสอบ และปฏิบัติตามกรอบข้อบังคับอย่างต่อเนื่อง: การยอมรับและปฏิบัติตามข้อบังคับหรือมาตรฐานต่างๆ ควรเป็นหน้าที่ประการหนึ่งขององค์กร ขณะเดียวกัน ตัวองค์กรเองก็ควรให้มีการประเมินและตรวจสอบเป็นประจำ เพื่อป้องกันช่องโหว่ที่อาจเกิดขึ้น และเพื่อให้สามารถอุดช่องโหว่เหล่านั้นได้ ในขณะที่องค์กรกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ผู้บริหารขององค์กรเองก็ควรดูแลให้องค์กรดำเนินงานตามมาตรฐานของอุตสาหกรรมนั้นๆ พร้อมนำแนวทางการรักษาความปลอดภัยที่ดีมาปรับใช้อยู่เสมอ
  • ใช้ประโยชน์จาก AI และระบบอัตโนมัติ (automation) เพื่อเพิ่มสมรรถนะและประสิทธิภาพ: เมื่อองค์กรขาดความสามารถในการรักษาความปลอดภัย ระบบอัตโนมัติและ AI ควรถูกนำมาพิจารณาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถและประสิทธิภาพในการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ ความก้าวหน้าของ AI ในปัจจุบันถือเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงศักยภาพอันมหาศาลของเทคโนโลยีนี้ในอนาคต โดยนอกจากการตรวจหาภัยคุกคามที่อาจถูกมองข้ามไปแล้ว นวัตกรรมเหล่านี้ยังสามารถช่วยวิเคราะห์และตีความมาเป็นสัญญาณเตือนภัยก่อนเกิดการโจมตี และแนะนำแนวทางการปฏิบัติงานเพื่อตัดไฟแต่ต้นลมได้ ระบบในลักษณะนี้ได้พิสูจน์แล้วถึงประสิทธิภาพในการทำงาน โดยเฉพาะในกรณีของระบบคลาวด์ที่ประมวลผลข้อมูลในปริมาณมหาศาล ยิ่งไปกว่านั้น การใช้ประโยชน์จากระบบอัตโนมัติและ AI ยังช่วยให้บุคลากรผู้มีความสามารถด้านการดูแลรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ได้มุ่งให้ความสำคัญกับเนื้องานในระดับสูงได้อย่างเต็มที่

 ผู้สนใจสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลวิจัยได้ที่

https://news.microsoft.com/apac/features/cybersecurity-in-asia/

สำหรับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับภัยคุกคามบนโลกไซเบอร์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก และในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก สามารถอ่านรายละเอียดได้จากรายงาน Microsoft Security Intelligence Report Volume 23 ที่

https://info.microsoft.com/ww-landing-Security-Intelligence-Report-Vol-23-Landing-Page-eBook.html

 ### 

เกี่ยวกับรายงานวิจัยหัวข้อ ภาพรวมภัยคุกคามทางไซเบอร์ในเอเชีย แปซิฟิก: การปกป้ององค์กรในโลกยุคดิจิทัล

รายงานฉบับนี้ครอบคลุมผู้เข้าร่วมการสำรวจ 1,300 รายจาก 13 ประเทศ ได้แก่ออสเตรเลีย จีน ฮ่องกง อินโดนีเซีย อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน และไทย

ผู้เข้าร่วมการสำรวจทุกท่านล้วนเป็นผู้บริหารที่มีอำนาจตัดสินใจทางธุรกิจและไอที และมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางกลยุทธ์ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ขององค์กร โดย 44% เป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจเชิงธุรกิจ เช่นผู้บริหารระดับ CEO, COO หรือกรรมการบริหาร ขณะที่ 56% มีอำนาจตัดสินใจเชิงไอที เช่นผู้บริหารระดับ CIO, CISO หรือกรรมการบริหารฝ่ายไอที ทั้งนี้ 29% ของผู้เข้าร่วมการสำรวจมาจากองค์กรขนาดกลาง (พนักงาน 250-499 คน) ส่วนอีก 71% มาจากองค์กรขนาดใหญ่ (พนักงาน 500 คนขึ้นไป)

ข้อมูลเกี่ยวกับไมโครซอฟท์

บริษัท ไมโครซอฟท์ (Nasdaq “MSFT” @microsoft) เป็นผู้ขับเคลื่อนการปฎิรูปด้วยนวัตกรรมดิจิทัล ในโลกแห่งอัจฉริยภาพของเทคโนโลยีคลาวด์ที่ทุกอย่างล้วนเชื่อมโยงถึงกัน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นกำลังสำคัญให้ทุกคนและทุกองค์กรทั่วทุกมุมโลกได้บรรลุผลสำเร็จที่ดียิ่งกว่า

บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ก่อตั้งขึ้นในปี 2536 มีความมุ่งมั่นในการช่วยให้คุณภาพชีวิตคนไทย 70 ล้านคน ดีขึ้นด้วยเทคโนโลยีของไมโครซอฟท์   ไมโครซอฟท์ ส่งเสริมให้คนไทยและภาคธุรกิจได้ตระหนักถึงศักยภาพที่มีอย่างเต็มเปี่ยมผ่านการใช้เทคโนยี  เทคโนโลยีที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลง ในการทำงาน การใช้ชีวิต และการสื่อสาร  ไมโครซอฟท์ให้บริการซอฟต์แวร์ บริการ และดีไวซ์ ที่สามารถก่อให้เกิดโอกาสใหม่ๆ  มีความสะดวกทันสมัย  และช่วยให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น  ไมโครซอฟท์ ไม่หยุดนิ่งในการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ พันธมิตร อย่างต่อเนื่องในการนำพลังของเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศไทย

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าไปเยี่ยมชมหรือติดตามความเคลื่อนไหวล่าสุดได้ทางศูนย์ข่าวสารประเทศไทย (http://news.microsoft.com/th-th/) และทวิตเตอร์ @MicrosoftTH

Related posts

About ข่าวไอที 24 ชั่วโมง

ข่าวไอที 24 ชั่วโมง ข่าวไอที ข่าว IT ข่าวเทคโนโลยี สินค้าไอทีมาใหม่ รีวิวสินค้าไอที

Check Also

“กัทส์” ทุ่ม 100 ล้าน เปิดตัว “Guts City Monitoring” ระบบอัจฉริยะรักษาความปลอดภัย จดจำใบหน้าบุคคล และพฤติกรรมที่ผิดวิสัย ด้วยเทคโนโลยี AI เพิ่มความปลอดภัยให้กับพลเมืองทุกคน

“กัทส์” ทุ่ม 10 …

%d bloggers like this: